Categories
ดูหนังออนไลน์

หนัง THE REVENANT ทุกชีวิตต้องสู้

THE REVENANT

THE REVENANT

THE REVENANT กลายเป็น หนัง ที่ เข้า ชิงรางวัล ออสการ์ ใน ปี

ปัจจุปัน สูงถึง 12 สาขา แต่ ถึงอย่างไรก็ตามแล้ว ถ้า แฟน คนชอบดู

หนัง ตัวจริง ที่ ได้ไป พิสูจน์ ภาพยนตร์ ประเด็นนี้ ด้วย สาขา ตนเอง

รวมทั้งจะ พบว่า หนังมีความ เด่น ในด้าน ของ แนวทง และ “วิธีการ

เล่า” เรื่องราว มากยิ่งกว่า ตัวบทภาพยนตร์ ที่ มีประโยชน์ สำคัญ อยู่

แค่เพียง การเอาชีวิตรอด และ ความต้องการ แก้แค้น ของตัวเอก

เรื่องราว จริงๆ ของ THE REVENANT เอ่ยถึง การมีชีวิตอยู่ เมื่อ นัก

ตรวจ ใน ตำนาน ฮิวจ์กลาส (ลีโอน่า ร์โด ดิ คา ปริ โอ) ถูกหมีขย้ำขณะ

เดินทาง ใน ดินแดน รกร้าง ซึง ยัง ไม่ได้ รับการสำรวจ แถม สหายร่วม

ทีมล่าสัตว์ ก็ ทิ้ง เขา เอาไว้ กลาส ซึ่ง อยู่ตามสำพังคนเดียว ใน ภาวะ

จวนตาย กลับ ไม่ยอมรับ ที่จะ ยอม ด้วย ความเป็นจริงเป็นจัง แล้วก็

ความรัก ต่อ เมีย ชนพื้นเมืองรวมทั้ง ลูกชาย เขาได้เริ่มมหากพย์การ

เดินทาง ไกล 200 ไมล์ ผ่านดินแดน ตะวันตก อันกว้างขวางรวมทั้ง

ไม่มี การควบคุม ไป ตาม ทาง ของ ชายผู้ทรยศ เขา จอห์น ฟิต ซ์พบ

รัลด์ (ทอม ฮาร์ตี้)

ผู้กำกับ ของเรื่อง อย่าง อเล ฮา นโดร จี อินาร์ริตู ที่พึ่งจะได้รับรางวัล

ออสการ์ จากภาพยนตร์เรื่อง Birdman เมื่อปีก่อน ยังคงใช้ “เคล็ดล้บ

ทาง ภาพยนตร์” อย่างเบิกบานมือไม่ว่า จะ เป็นความ คสั่ง ด้วย การ

ถ่ายทำ ฉาก ใน ตอน เปิด เรื่อง ใน สไตล์ ทดลองเทค (LongTake) ด้วย

แนวทาง เขยื้อน กล้องถ่ายภาพ แบบ ไม่ ต ภาพ ซึ่งก็นับได้ว่า การ

ต่อสู้อย่างระส่ำระสาย ระหว่าง ชน เผ่าพื้นเมือง รวมทั้ง ทีม สำรวจ นั้น

บรรดา ผู้แสดง ใน เรื่องต้อง เล่น กันให้ถูกตาม แผนที่ ได้ ซักซ้อม กัน

ไว้ อย่าง ไม่ผิด คิว เนื่องจากว่า ถ้าผิดพลาด เพียงเล็กน้อย นั่นถือได้

ว่า พวกเขา จะต้องถ่ายทำกัน ใหม่ นั่นเอง

ด้วย สใตล์ ที่ โดดเด่น แต่ เนื้อเรื่องที่ บางเบา THE REVENANT ก็

เลย ปรากฎ แผล ความอัดอาดยืดยาด ของ มัน ให้ พวกเรา มองเห็น

ตลอด ความ ยาว ตลอด สอง ชั่วโมง ครึ่ง บ่อย ที่ ตัวหนัง ก็ ไม่ได้ บ

หน้า ไป ไหน นอกเหนือจากการที่จะ โฟก้ส ให้ เรา เห็น แต่ ทุกข์

เวทนา ของ ฮิวจ์ไม่ว่า จะเป็นรอยแผลจาก การ โดน หมี ขย้ำ แผลที่

เร็ม ติดเชื้อ เริ่ม เน่า การเอาตัวรอด จากน้ำาตก ความ เหน็บหนาว ของ

หิมะ แต่ว่า ยิ่ง ตัวหนัง พยายาม โฟกัส ให้ พวกเรา เห็น ถึง ความเจ็บ

ของ เขา บ่อยมาก ขนาดไหน คนดู ก็ จะ ยิ่ง รู้สึก “เจ็บปวด” ร่วม ไป

กับ ตัวละคร นี้ น้อยลงไป เรื่อย โดยยิ่งไปกว่านั้น ฉาก ในตอน จุดสุด

ยอด ที่ นักแสดง เอา ของมีคม ฟัน ก้น อย่างดุต้นเลือดหยด แม้กระนั้น

พวกเรา กสับ ไม่เคยทราบ สึก หวาดเสียวสักเท่าไหร่ เพราะเรา เห็น

ความเจ็บ ของ ตัวละคร นี้ มาตลอด เรื่อง แล้ว นั่นเอง

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่คนดูคงจะจดจำและคิดว่าคนส่วนมากก็คงจะ

เชียร์การแสดงของลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ที่ต้องตรากตรำเอาตัวรอด

จากสถานการณ์อันโหดร้าย การกระเสือกกระสนของเขาน่าจะเป็นการ

แสดงที่เข้าตาของออสการ์ แต่ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแล้วก

ลับมองว่าลีโอฯ อาจจะเล่นดีจริง แต่ความละเอียดและเข้าถึงบทนั้นนัก

แสดงอย่างไมเคิล ฟาสเบนเดอร์จากหนังเรื่อง STEVE JOBS ที่ได้เข้า

ชิงรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมทำได้ดีกว่า

เว็บดูหนังฟรี

Categories
ดูหนังออนไลน์

The Help (2011) คุณนายตัวดี สาวใช้ตัวดำ

หนัง The Help

ความต่าง ความลับ ความรัก The Help - โพสต์ทูเดย์ ข่าวบันเทิง

หนัง The Help ปี 2011 ที มีเนื้อหา เกี๊ยวข้อง กับ ปัญหา รการ เหยียดสีผิว ใน สังคม อเมริกันสมัย 1960s กลายเป็น หนัง ต ตอนที่

เข้า ฉาย สามารถ ทำรายไต้ จาก ทั่วโลกไป 216 ล้านเหรียญ ฯ จาก ทุน สร้าง แค่ 25 ล้าน เหรียญ ฯ และ ยัง บรรลุเป้าหมาย อย่าง

งดงาม บน เวทีรางวัล เอาเฉพาะเวที ออสการ์หนัง ก็ ชนะ 1 สาขารางวัล ออสการ์ เป็น นักแสดง สมทบ หญิงดี (Octavia Spencer))

แล้วก็เข้า ชิง อีก 3 สาขารางวัล รวมถึง สาขา ภาพยนตร์ ยอดเยี่ยมหนัง กลับมา ได้ ขึ้น เทรนต์ ฮันตับ 1 ของ Netflix เมื่อ สัปดาห์ ที่

ผ่านมา หลัง สหรัฐอเมริการ้อนระอุ ด้วย การ ประท้วง กระแส #BlackLiveMatter

“หนึ่งในหนังที่เสียใจที่สุดที่รับเล่นก็คือ The Help” Viola Davis

ขณะที่ หนัง กลับมา เป็นทีนิยม อีกครั้ง ก็ กำนิด กระแสเรียกร้อง ให้คน ไม่ ดูหนัง เรื่องนี้ เช่นกันโดย กลุ่ม ผู้ชม ที่ ต่อต้าน นี้ บอกว่า

หนังไม่ได้ตั้งใจ จะ ยก ข้อความสำคัญ ประเด็นการ เรียกร้องความทัดเทียม ของ คน ต่าง สีผิว เท่าทีควร ซ็ง ก็ตรง กับ ผู้แสดงอย่าง

Viola Davis ที่ รับบทสมทบ ของเรื่อง (คุณ ได้เข้า ชิง ออสการ์ สมทบ หญิง เรือง สำตับที่สอง จากประเด็นนี้) ที ออกมากล่าวถึง

ประเด็นนี้ เหมือนกัน เมือตอนปิ 2018 ว่า หน็ง ในหนัง ที่ เสียใจ ที่สุดที่ รับ เล่น ก็คือ The Help

Octavia Spencer, Viola Davis และ Bryce Dallas Howard

“ขณะที่ ฉันถ่ายทำหนัง จบ ใน วันสุดท้าย ฉัน กลับ คิดว่า หนัง ไม่ พยายาม จะ ส่งเสียง ของเหล่า แม่บ้าน ( ผู้แสดง ใน เรื่อง ) ให้ ง

ออก ไป เพื่อ โลก ได้รับ ทราบ เหมือนอย่างที่คิดไว้ฉัน รู้จัก ไอ บั ลีน ฉัน รู้จัก ไม่ นนี่ พวก คุณ เป็น คน รุ่นยาย รุ่น แม่ ของ ฉัน ที่

จำเป็นต้อง พบ กับอะไร อย่างนี้ แปลงเป็น ว่า หนังเรื่องนี้ เน้น ไป ที่ เรื่อง คนผิวศา ปฏิบัติงาน ให้ คนผิวขาว คอยอุปถัมภ์ ลูกๆของ

พวก คนผิวขาว ฉันเพียงแค่ มีความคิดว่า หนัง จะ เล่า ถึง เสียง ในใจ ของคนต่ำ มากยิ่งกว่า เล่า ว่า คนขาว ปฏิบัติ กับ เรา ยังไง แต่

ฉัน กลับ ไม่เห็น อะไร แบบนั้น ตลอดทั้งเรื่องราว ของ หนัง เลย” Viola Davis กล่าวThe Help (2011) เป็น ภาพยนตร์ ที่ ตัดแปลง

มาจาก นิยาย ของ Kathryn Stockett ที แต่งขึ้น ใน ปี 2009 เกิดเรื่องราวของหญิงรับใช้ แก้บ คนขาว ใน ตอน สมัย 1960s Viola

Davisสวมบทบาท เป็น “ไอ เ ลีน คลาร์ก” แม่บ้าน ชาวแอฟริกัน – อเมริกัน ที่ทำงาน ให้ ครอบครัวไฮโซ ผิวขาว ซึ่งคุณ กับบรดา

เพื่อนพ้อง คนผิวต่ำา ที่ ทำ อาชีพ เดียวกัน จำต้อง เผชิญ กับความไม่เป็นธรรม จาก นาย ผิวขาว ต่างๆ นานๆ แล้ว ได้ หาทาง

ตอบโต้กลับ ใน ตอนท้าย

สองสาวคนรับใช้ผิวดำ ตัวละครหลักใน The Help (2011)

แก่นของเรื่องพยายามนำเสนอการเรียกร้องสิทธิของทั้งคนแอฟริกัน-อเมริกันและผู้หญิงในเวลาเดียวกัน และยังสะท้อนภาพของ

สังคมในยุคนั้นอย่างออกมาได้อย่างสมจริง ที่ว่าคนผิวดำสามารถทำงานได้ในฐานะพลเมืองชั้น 2 เช่น การเป็นคนรับใช้ของคนผิว

ขาวเท่านั้น หนังมีความบันเทิงต้องช่วงเวลาเอาคืนของพวกเธอในตอนท้าย แต่นั่นก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ Davis พอใจ

ดราม่าเบื้องหลังการสร้างของหนังเรื่องนี้ก็ไม่จบแต่เพียงแค่นั้น เพราะนิยายของเรื่องนี้ที่ Kathryn แต่งขึ้นนั้นเอาคาแรกเตอร์ของ

บุคคลที่มีตัวตนเป็นคนรับใช้ที่ชื่อ Abilene Cooper มาเป็นตัวละครในนิยายที่ต่อมากลายเป็นหนัง ซึ่ง Abilene เองไม่ได้ยินยอมให้

นำเรื่องของเธอมาใช้ และรู้สึกไม่สบายใจที่หนังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในแง่มุมที่คนทั้งโลกได้เห็น เธอพยายามฟ้องร้องเรียก

ค่าเสียหายแต่ศาลยกฟ้องไปในที่สุด

“แต่ฉันไม่ได้เสียใจในแง่ประสบการณ์ของการทำงานนะคะ เพราะทุกคนที่นั่นยอดเยี่ยมมาก ฉันได้รับมิตรภาพที่ดีมาก ๆ แม้หนังจะ

จบไปแล้ว ฉันมีประสบการณ์ที่ดีมากกับนักแสดงคนอื่น ๆ และ Tate Taylor (The Girl on the Train, Get on Up, Ma) ผู้กำกับก็

ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นมาก” Davis กล่าวถึงเพื่อนร่วมงานที่มีตั้งแต่ Emma Stone, Bryce Dallas Howard, Octavia Spencer

และ Jessica Chastain (รายหลังเข้าชิงออสการ์สมทบหญิงกับ Davis จากเรื่องเดียวกันนี้ด้วย

เว็บดูหนังฟรี

Categories
ดูหนังออนไลน์

Silver Linings Playbook ลุกขึ้นใหม่ หัวใจมีเธอ

Silver Linings Playbook

Silver Linings Playbook สำหรับแฟนภาพยนตร์

Silver Linings Playbook สำหรับแฟนภาพยนตร์ คงได้รับทราบการประกาศผลรางวัลออสการ์ไปเมื่อต้นสัปดาห์ ตรงความคาดหมายบ้าง ไม่ตรงบ้าง มันก็เป็นเรื่องของ

รางวัลและคณะกรรมการ นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงรสนิยมและอุดมการณ์ที่แฝงฝังมาพร้อมกับการมอบรางวัล มันก็ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า

ออสการ์นั้น โดยเนื้อแท้ก็คืออเมริกันชาตินิยม ทุกๆ ปี ออสการ์จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพียงคัดสรรภาพยนตร์มีคุณภาพเพื่อบอกต่อคนทั้งโลก หากแต่ยังส่งออกวิธีคิดและจิตวิญญาณแบบอเมริกันสู่นานาชาติด้วย

ว่ากันตามจริง หนังออสการ์ปีนี้ ไม่มีอะไรพลิกโผ Argo ที่นอนมา ก็ได้หนังยอดเยี่ยมไปตามความคาดหมาย แต่รางวัลที่ผมคิดว่าน่าสนใจไม่

น้อยเลยก็คือ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ซึ่งตกเป็นของดาราจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งที่ตามกระแส เจสสิก้า แซสเท็น จากเรื่อง Zero

Dark Thirty มาแรงโดยตลอด และกวาดรางวัลมาแทบจะทุกเวที แล้วเพราะอะไร เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ถึงซิวรางวัลไปได้

ผมคิดว่าเรื่องนี้มีคำอธิบายที่พอทำความเข้าใจได้ไม่ยาก นอกเหนือไปจากบทบาทด้านการแสดงของสาวน้อยเจนนิเฟอร์ที่เรียกได้ว่าตีบท

แตกกระจุย คาแรกเตอร์มีความเด่น ตัวแสดงมีฝีมือดีและสามารถถ่ายทอดตัวตนความรู้สึกของตัวละครออกมาได้อย่างทรงพลัง ผมมอง

ว่า “ทิฟฟานี่” ซึ่งเป็นชื่อของตัวละครที่เจนนิเฟอร์แสดงนั้น มีความคล้ายคลึงกันกับอีกหลากหลายบทที่เคยได้รับรางวัลนี้มา และมันก็แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณด้านดีงามของมนุษย์

ผมจะไม่พูดว่า เหตุผลที่ออสการ์มักจะเลือกให้รางวัลแก่นักแสดงในบทบาททำนองนี้ เพราะส่วนหนึ่งต้องการจะตอกย้ำถึงความมีจิตใจที่

งดงามซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง หากแต่มันคือความดีที่ควรจะมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกๆ คน บทของแซนดร้า บูลล็อก ใน

The Blind Side บทของจูเลีย โรเบิร์ต ใน Erin Brockovich หรือบทของซูซาน ซาแรนดอน ในเรื่อง Dead Man Walking และอีกหลายๆ บทของ

หลายๆ นักแสดง ทั้งหมดนี้ล้วนตอกย้ำลงไปในพื้นฐานด้านดีงามของความเป็นมนุษย์

พวกเธอเหล่านี้ เป็นดั่งแม่พระที่ช่วยอุ้มชูชีวิตความเป็นอยู่หรือฟื้นฟูจิตวิญญาณของผู้คนให้ดีขึ้น มันคือความงดงามเท่าที่คนคนหนึ่งจะ

กระทำให้คนอีกคนหนึ่งได้ และแน่นอนว่า บทของทิฟฟานี่ (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ในเรื่อง Silver Linings Playbook นี้ ยิ่งควรได้รับความสนใจ

เพราะในขณะที่ตัวเธอเองก็มีบาดแผลฉกรรจ์ฝังอยู่ในใจ แต่เธอกลับมีบทบาทอย่างสำคัญที่ชักดึงผู้ชายซึ่งจิตวิญญาณของเขากำลังตกต่ำอย่างถึงที่สุดให้กลับคืนมาดีได้อีกครั้งหนึ่ง

ด้วยบทที่ดัดแปลงมาจากนิยายของแมทธิว ควิก และได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาบทดัดแปลงยอดเยี่ยมด้วย Silver Linings Playbook เล่าเรื่อง

ราวของแพทริก ครูสอนประวัติศาสตร์ที่ต้องเข้าไปอยู่ในสถานบำบัดจิตนานถึงแปดเดือน ก่อนที่แม่ของเขาจะหาทางพาเขากลับออกมาอยู่

บ้าน แต่ฝันร้ายในวันเก่าก่อน ยังคงตามหลอกหลอนแพทริกไม่เลิกรา ในส่วนนี้ หนังนำเสนอให้เห็นถึงการพยายามกลับตัวเพื่อกลับมาดำเนิน

ชีวิตเฉกเช่นคนปกติทั่วไปของแพทริก แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เขาได้รับการตอกย้ำจากเพื่อนบ้านอยู่เรื่อยๆ ว่า

เป็นคนเพี้ยน คนบ้า หรือกระทั่งบุคคลอันตราย มันก็ไม่ต่างอะไรกับคมมีดที่กรีดลงไปบนรอยแผลเดิม และซ้ำเติมให้เขาต้องจมปลักอยู่ในโลกของคนบ้า

แบรดลี่ย์ คูเปอร์ กับบทของแพทริก ไม่มีอะไรที่ต้องติติง ศักดิ์ศรีด้านการแสดงของเขา ดีเด่นเพียงพอที่จะรับรางวัลออสการ์ดารานำชายได้

สบายๆ แต่ใครล่ะจะผ่านด่านรัฐบุรุษอย่างลินคอล์น (แดเนียล เดย์ ลิวอิส จาก Lincoln) ไปได้ อย่างไรก็ตาม อย่าเผลอคิดว่าคูเปอร์เล่นได้แต่

หนังพวกที่ต้องอาศัยหน้าตาหรือความบ้าๆ ตลกๆ หากแต่หนังที่ต้องพึ่งอินเนอร์สูงๆ และบทบาทมีความลึก เขาก็เล่นดีไม่มีด้อย บทของ

เขาในหนังเรื่องนี้ นอกจากดราม่ายังมีความตลกร้าย เช่นเดียวกับภาพโดยรวมของหนัง เขาทำให้เรารู้สึกทั้งเอาใจช่วยและสงสารเชิงสังเวชตัวละครไปด้วยในขณะเดียวกัน

บทแพทริก ชวนให้นึกถึงบท “คนโรคจิต” “คนอันตราย” ในหนังเรื่อง Little Children เพราะบางที คุณเป็นในสิ่งที่คุณเป็นนั้นส่วนหนึ่ง แต่อีก

ส่วนสำคัญก็คือ คุณเป็นในสิ่งสังคมตีตราว่าคุณเป็น ทั้งที่ตามจริง คุณอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย และพอถูกตีตราตอกย้ำ มันก็จะมักจะนำไปสู่พฤติกรรมผิดพลาดซ้ำเสมอ

Silver Linings Playbook สำหรับแฟนภาพยนตร์

จุดเปลี่ยนของแพทริก น่าจะเริ่มเดินทางมาถึง หลังจากที่เขาพบกับทิฟฟานี่ (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ทั้งสองคนเหมือนกับถนนสองสายที่เพิ่ง

ผ่านโค้งนรกมาไม่ไกลแล้วทอดยาวมาบรรจบกัน ทั้งแพทริกและทิฟฟานี ต่างก็มีบุคลิกทางจิตแบบเดียวกัน นั่นก็คือการเป็นโรคอารมณ์

สองขั้ว หรือ “ไบโพลาร์ ดิสออร์เดอร์” (Bipolar Disorder) อารมณ์ปรวนแปรง่าย คนอื่นๆ จะตามสะกดรอยอารมณ์ของพวกเขาได้ยาก

เนื่องจากพวกเขาไม่อยู่กับร่องกับรอย และบ่อยครั้งก็แสดงท่าทีออกไปแบบตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง

นอกจากอารมณ์ขันแบบตลกร้ายซึ่งเป็นความดีของหนัง…นอกจากความดราม่าที่นำเสนออกมาได้อย่างถูกที่ถูกจังหวะและสะเทือน

ใจ…ผมคิดว่า ความอหังการ์อย่างหนึ่งของหนังก็คือ ชื่อเรื่อง (อันที่จริงก็เป็นชื่อหนังสือนิยายมาก่อนแล้ว) โดยพื้นฐานที่มานั้น Silver Linings

ย่อมาจากสำนวน Every cloud has a silver lining. ซึ่งมีความหมายว่า ในความมืดมน ใช่จะไร้แสงสว่าง หรือท่ามกลางความเลวร้ายก็ยังมีสิ่งดีๆ

อยู่เสมอ เมื่อบวกรวมกับคำว่า Playbook ซึ่งมีความหมายในทางของการเป็น “ตำรา” หรือ “คู่มือ” Silver Linings Playbook จึงมีความหมาย

แบบเข้าใจได้ว่าเป็นดั่งตำรามองโลกในแง่ดีหรือคู่มือต่อสู้เพื่อผ่านพ้นเรื่องร้ายๆ ในชีวิต

ตั้งแต่ต้นเรื่องและเรื่อยไป เราจะเห็นแพทริกนำเสนอโลกทัศน์ของเขาอยู่บ่อยๆ ว่า คนเราต้องมองโลกในแง่บวกแง่ดี ทุกชีวิตสามารถมีบท

สรุปที่แฮปปี้เอ็นดิ้งได้ เขาโวยวายแม้กระทั่งงานเขียนบางเรื่องของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (นักประพันธ์ระดับตำนานที่เคยมีตัวตนอยู่จริง) ซึ่งเขียนตอนจบเจ็บปวดสะเทือนใจ แทนที่จะเป็นการจบแบบสุขใจ

แพทริกเหมือนคนที่กำลังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเล และเขาก็คิดฝันเสมอว่ามันจะมีหาดทรายชายฝั่งรอเขาอยู่ที่ไหนสักแห่ง…ตามความ

มุ่งหมาย Silver Linings Playbook ถือว่าประสบความสำเร็จในการนำเสนอโลกทัศน์ที่ดีงามให้กับคนดูผู้ชม ดูแล้วมีความหวัง มีพลัง นั่นคือความตั้งใจของภาพยนตร์

ความจริง ผมต้องการจะ ให้เคดิต กับ ออสการ์ ก็ นี้ ล่ะครับผม เนื้องจาก ถึงแม้ว่าออสการ์ จะเพียรพยายาม ตัดสรร หนัง ที่ พรีเซ็นท์

ข้อความสำคัญ ซีเรียสๆ มา ชิง รางวัล กัน แม้กระนั้น ทุกๆปี ออสการ์ ก็ ยังเหลือ พื้นที่ ให้ กับหนัง เล็ก ๆ แต่ถ้าว่า รายละเอ๊ยด สวยงาม พ่วง

ติด มาด้ว ยอปิ้ง น้อย หนึ่ง เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Juno, Sideways, Up in the Air, Lost in Translation,Little Miss Sunshine, Precious, The Blind Side

อื่นๆอีกมากมาย ผมว่าหนังพวกนี้ เว้นเสียแต่ ปราศจากพิษ อย่างสิ้นเชิง แล้ว ยัง ช่วยเหลือความรู้สึก ที่ ดีเลิศ และก็ มีหวังแรงใจ ให้กับ ผู้ชม ด้วย

ผู้กำกับ “เดวิด โอ. รัซเซลล์” นาทีนี้ เขาเปรียบเสมือนขาประจำที่น่าปลื้มใจของออสการ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะหลังจากหนังเล็กๆ

แต่งดงามอย่าง The Fighter ได้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยมเมื่อ 3-4 ปีก่อน Silver Linings Playbook ก็คืออีกหนึ่งความงดงามบนเวทีออสการ์ปีนี้

เว็บดูหนังฟรี

Categories
ดูหนังออนไลน์

หนัง The Lobster โสด เหงา เป็น ล็อบสเตอร์

เรื่องย่อ THE LOBSTER

เรื่องย่อ THE LOBSTER

เรื่องย่อ THE LOBSTER หนังเรื่องนี้นำเสนอโลกของคนมีคู่ได้อย่างร้ายกาจ
ไม่ว่าจะโสดเพราะหาแฟนไม่ได้ โสดเพราะแฟนทิ้ง โสดเพราะแฟนเสียชีวิต
ก็จะต้องถูกส่งมาอยู่ใน The Hotel เหมือนๆกัน
เพื่อบังคับว่าจะต้องหาคู่ให้ได้ภายใน45วัน ไม่เช่นนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นสัตว์

อันที่จริงมันก็คล้ายกับโลกแห่งความเป็นจริงของเรานั่นแหละ
การกำหนดเงื่อนไขแบบนี้มันก็คล้ายกับการบอกว่า

ควรจะแต่งงานก่อนอายุ 30 35 40 หรืออื่นๆ แล้วแต่สภาพสังคม

ไม่งั้นสังคมก็จะมองคุณแบบแปลกๆ ญาติสนิทมิตรสหายก็จะมาคอยสอบถาม เหมือนเป็นคนแปลกแยก

The Hotel ใช้สารพัดวิธีในการทำให้คนไร้คู่รู้สึกด้อยค่าในตัวเอง
ทั้งการสัมมนาประหลาดๆที่เปรียบเปรยการมีคู่ดีกว่าการไร้คู่อย่างไร

ในการทานอาหาร หรือการเดินคนเดียว
มันก็คล้ายกับที่คนในสังคมมักจะบอกว่าการมีคู่ดีแบบนั้น ดีแบบนี้

แต่ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาของการมีคู่ ที่เลือกคู่ผิดเลย ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ทั้งที่จริงๆแล้วความรักมันไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ว่ามันจะมาเมื่อไหร่
การระบุว่าใครสักคนเป็นรถด่วนขบวนสุดท้าย ที่จะต้องรีบแต่งกับคนนี้

เพราะใกล้จะหมดเวลา45วัน หรือก่อนถึงอายุ30 มันก็คล้ายๆกัน

หากไม่แน่ใจ ก็อาจจะเป็นเหมือนกับพระเอกซึ่งเจอสาวสายโหดเป็นคู่ชีวิต

เมื่อไปกันไม่รอด สุดท้ายก็ต้องแยกทางกัน
ซ้ำร้ายกว่านั้น ในหนังใช้วิธีการกำจัดกันออกไปจากชีวิตแบบโหดร้ายพอสมควร

อยู่เป็นคู่กันเพราะเป็นรักแท้ หรือ อยู่เป็นคู่กันเพราะกลัว

หนังนำเสนอประเด็นนี้ได้เจ็บแสบมาก และย้ำออกมาผ่านหลายๆคู่

เช่น คู่รักผู้จัดการโรงแรม ที่พอปืนมาจ่อตรงหน้า ก็สามารถเลือกยิงคู่ชีวิตของตัวเองได้อย่างไม่ลังเล

หรือ หนุ่มขากะเผลก ที่ประกาศตัวว่ายังไงก็ต้องหาใครสักคนมาเป็นคู่ เพื่อไม่ต้องเป็นสัตว์

เอาเข้าจริงมันสะท้อนอะไรหลายๆอย่างออกมานะ
บนโลกนี้ก็คงมีหลายคนที่แต่งงานเพราะโดนกดดันจากสังคมรอบข้าง เหมือนกฎ45วันของThe Hotel

สุดท้ายก็เลือกใครก็ได้มาเป็นคู่ เพราะกลัวสังคมรอบข้าง

สำหรับในเรื่องก็คือกลัวกลายเป็นสัตว์
แล้วเมื่อแต่งงานกันแล้วก็อยู่ๆกันไป

สำหรับปมนี้ผมว่าหนังบอกใบ้ตั้งแต่ฉากร้องเพลงคู่ของผู้จัดการโรงแรมแล้ว

เพราะมันไม่มีอินเนอร์ความรักใดๆจากฝ่ายหญิงเลยตอนร้องเพลงคู่ (เล่นดีนะ)

ความไม่เข้ากันของทั้งสองคนมันชัดมาก ซึ่งทำให้ไม่แปลกใจเลยตอนที่จะให้เลือกว่ายิงหรือไม่ยิ

รักต้องยอมเปลี่ยนแปลง

เมื่อหาคู่ที่เราชอบไม่ได้ แต่เราไม่อยากกลายเป็นสัตว์ เราก็ต้องยอมเปลี่ยนตัวเองทางใดทางหนึ่ง
หนังเรื่องนี้พยายามใช้หลักการหาคู่แบบง่ายๆคือ ต้องมีอะไรที่เหมือนกัน เช่น เลือดกำเดา ขากะเผลก สายตาสั้น

เมื่อคนขากะเผลกไม่สามารถหาคนที่เดินขากะเผลกแบบตนเองได้

จึงทำตัวเองให้เลือดกำเดาซะ จะได้มีจุดเหมือนกับผู้หญิงอีกคนนึง

มันคือสิ่งที่ชายคนนี้ยอมแลกเปลี่ยน นี่ยังดีที่เป็นแค่เลือดกำเดา

มันก็น่าสนใจว่าชายคนนี้จะทำร้ายตัวเองไปได้นานแค่ไหน

อย่างตอนสุดท้ายที่นางเอกตาบอดไปแล้ว (ดูจงใจเสียดสีคำว่าความรักทำให้ตาบอดมากๆ)

…พระเอกรักนางเอกถึงขั้นทำให้ตัวเองตาบอดเหมือนกันมั้ย

ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าไม่ เพราะหนังจงใจแช่กล้องไว้นานมาก และไม่มีเสียงร้องใดๆออกมาจากห้องน้ำ

นอกจากนี้พระเอกก็แสดงความเอาตัวเองรอดเป็นหลักมาก่อนหลายต่อหลายครั้ง
เช่น จับเจ๊ขาโหดไปแปลงเป็นสัตว์, ออกจาก Hotel ไปร่วมกับกลุ่มคนโสด เพราะไม่อยากเป็นสัตว์
พระเอกมักจะเลือกเอาตัวรอดก่อนเสมอ ก่อนที่ภัยจะมาถึงตัว

มันเลยเป็นคำถามที่น่าคิดว่าอยู่ด้วยกันเพราะรักกัน หรือเพราะเราต่างเห็นแก่ตัว
เมื่อถึงจุดๆนึง เราจะเลือกตัวเองก่อนมั้ย

เพราะตั้งแต่ตอนเลือกคู่ ก็เลือกเพราะไม่อยากกลายเป็นสัตว์นั่นเอง
ถ้าเปรียบเป็นชีวิตจริง คงเป็นการเลือกคู่เพราะอยากมีชีวิตตามที่สังคมบอกให้มี 
ไม่อยากเป็นคนแปลกแยก
พอถึงเวลาอยู่ด้วยกัน เราจะเป็นในสิ่งที่ตัวเราไม่ได้เป็นไปได้นานแค่ไหนกัน

เมื่อทุกคนใส่ชุดเหมือนกันหมด

หนึ่งในฉากที่ผมขำอยู่ลึกๆคือฉากงานเต้นรำ

มันเป็นตลกร้ายอยู่ลึกๆนะ ที่ทุกคนใส่ชุดแบบเดียวกันหมด

แต่นั่นมันยิ่งสะท้อนว่าในสังคมที่ไม่มีความแตกต่างอะไรเลย ในเรื่องของฐานะ การศึกษา และอื่นๆ
สิ่งที่จะทำให้คนเลือกคู่ ก็คือสิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นข้อดีหรือข้อด้อย

คนที่เลือดกำเดามีคนรู้จักมากมาย เพราะเธอเลือดกำเดา

แต่คนที่ผมบลอนด์สวย อกอึ๋ม กลับไม่ถูกเลือก เพราะเธอไม่มีจุดเด่นอะไรให้จดจำได้ในที่แห่งนั้น

หรืออาจเป็นได้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบเท่าเธอ ทำให้ไม่มีใครกล้าจีบ

ทุกคนไปเลือกแต่คนที่ที่มีข้อด้อย เพราะตัวเองก็มีข้อด้อยเหมือนกัน

อีกฉากที่ผมขำก็คือฉากในสระว่ายน้ำ

ที่คนขากะเผลกบอกว่าชุดคุณสวยจัง ทั้งๆที่ชุดมันเหมือนกันหมด

ท้ายที่สุดแล้วคนขากะเผลกก็ทำให้ตัวเองดูมีจุดด้อยเหมือนกันกับสาวเลือดกำเดาซะ

เพื่อให้สาวเลือดกำเดาสนใจ และเมื่อสาวเลือดกำเดาสนใจ

จะขากะเผลกหรือไม่ ไม่สำคัญ มันกลายเป็นว่าเรายังเลือดกำเดาเหมือนกันอยู่ใช่มั้ย (มีจุดร่วม)

โสด ชีวิตนี้อยู่คนเดียวก็ได้

เมื่อไม่ยอมเป็นสัตว์ และก้าวเข้าสู่สังคมคนโสด หนังทำให้เห็นว่าอยู่อย่างลำบากกว่า ต้องอยู่ในป่า
ทุกคนตัวใครตัวมัน การช่วยเหลือกันไม่ค่อยมีนัก เพราะถ้ามีความรักเมื่อไหร่จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง

ที่หนักข้อสุดคือ กลุ่มคนโสดนั้นต้องขุดหลุมฝังศพให้ตัวเอง เพราะไม่มีใครทำให้
ข้อนี้เป็นจุดที่พีคสุดเลย เพราะเมื่อถึงวันนึงที่คนโสดต้องจากโลกนี้ไป ใครจะทำหลุมให้

เพราะงั้นทำเองซะตั้งแต่ตอนนี้เลย
เป็นข้อที่หนังจิกกัดคนโสดได้เจ็บแสบมาก

กรอบความเชื่อของฝั่งคนจะโสดกับคนจะมีคู่

กรอบความเชื่อที่แตกต่างกันของทั้งสองกลุ่ม
คนโสดใน Hotel พยายามล่าคนโสดในป่า เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ต่อ

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองมั้ย มันก็เหมือนกับคนโสดที่ยังไม่มีคู่
ถ้าอยากอยู่ต่อก็ต้องไล่ล่า ไล่ฆ่าคนที่เชื่อว่าโสดดี (กลุ่มคนโสดในป่า)

เพื่อให้เห็นว่าตัวเองนั้นยังเชื่อนะว่ามีคู่ดีกว่า
แม้ว่าตัวเองจะยังโสดอยู่ก็ตาม เหมือนล่าพวกเดียวกันเอง(โสดเหมือนกัน)

เพื่อให้เห็นว่าตัวเองยังอยู่กับกลุ่มคนมีคู่นะ

ชีวิตจริงก็มีคนที่ตัวเองก็โสด แต่เที่ยวไปวิพากย์วิจารณ์คนอื่นว่าควรมีคู่

อาจจะเพราะอยากให้ดูกลมกลืนกับสังคมคนมีคู่ด้วยล่ะมั้ง
นี่เป็นความย้อนแย้งที่หนังเสียดสีได้อย่างเจ็บแสบ

เพราะทำให้เห็นว่า เรากำลังถูกกลืนกินด้วยภาพแบบเดียวกันว่าทุกคนควรมีคู่
แม้กระทั่งคนไร้คู่ ก็ยังร่วมวงจู่โจมใส่คนโสดด้วยกันเองเลย

เว็บดูหนังฟรี

Categories
ดูหนังออนไลน์

หนัง Interstellar เล่าเรื่องราวของกลุ่มนักสำรวจ

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก

Interstellar ทะยานดาวกู้โลก เมื่อ โลก เข้าสู่ ห้วง สุดท้าย ใน ยุค เรา ทีม นัก สำรวจ จำต้อง รับ ภารกิจ ที่ สำคัญ สุด ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดย การเดินทาง

สู่ กาแล็ก ฮัน ไกลมาก เพื่อ ค้นหา ความน่าจะเป็นไปได้ว่า ในอนาคต มนุษยชาติ อยู่ ท่ามกลาง ดวงดาว ได้ หรือไม่

ผลงาน จาก ผู้ผลิต ฯ มีชื่อ คริส โต เฟอ ร์ โน แลน ( ภาพยนตร์เรือง The Dark Knight,Inception) Interstellar แสดงนำ โดย

แมท ธิว แม็ คค ฮ นอ เฮ ย์ ผู้ครอบครองรางวัล Oscar(Dallas Buyers Club), แอน น์ แฮ ทธาเวย์ (ผู้ครอบครองรางวัล Oscar Les

Miserables),เจ สสิก้า แชส เท น ผู้เข้าร่วมแข่งชันรางวัล Oscar (Zero Dark Thirty), ใบเสร็จรับเงิน เออร์วิน (Rachel Getting

Married), เอ ลเลน เบอร์ สติ น ผู้ครอบครองรางวัล Oscar (AliceDoesn’t Live Here Anymore) รมทั้ง ไมเคิล เคน ผู้ครอบครอง

รางวัล Oscar (TheCider House Rules) นักแสดง คนสำคัญ ผู้อื่น ยัง รวมทั้ง เวส เบน ต์ลีย์, แค ซีย์ เอฟ เฟล็ด,เควิด ไกอาซี่, แม็ค

เคนซี่ ฟอย และก็โทเฟอร์ เกรซ

กำกับ ฯโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน เขียน บท ฯ โดย โจนาธาน โนแลน และก็คริส โตเฟอร์ โนแลน ภาพยนตร์เรื่อง Interstellar

อำนวยการสร้าง ฯ โดย เอ็มม่า โธมัส, คริสโตเฟอร์ โน แลน แล้วก็ ลินดา ออ บต่ำ อำนวยการ สร้างบริหาร ฯ โดย จอร์แดน โก ลด์

เบิร์ก, เจค ไมเยอร์ส, คิป ธอร์น และก็ โธมัส ทุล

เรื่องราวของหนัง

– โลก ในสมัยที่ เริ่ม แห้งแล้ง ขาดแคลน ของกิน พายุฝน กลายเป็น ลมพายุฝุ่นผงท้องนาซ่า เลย ต้องหา ที่อยู่อาศัย ที่ ใหม่ ให้คน

– ผู้แสดงนำชาย บังเอิญ พบ สัญญาณ รงโน้มถ่วง ที่ บ้าน พระเอก เลย เป็น ผู้ถูกเลือกให้เป็น ทีม นัก สำรวจ ค้นหา ดาวมิลเลอร์ อารมณ์ ราวกับ กระเป้า หลุยส์งาน มิลเลอร์ทีเค้าถูกใจ ฝากร้าน ใน ไอ จี เซน เล็ป ทั้งหลายแหล่ ทั่น แหล่ะต่อไปนี้ ดารานำาชาย และก็กลุ่ม จะ ไป พบ ดาว มิ ลเลอร์ โลก ใหม่ หรือไม่? แล้ว เพราะอะไร จุ่ๆ ผู้แสดงนำชาย ถึง ถูก เลือก ? จะต้องติดตาม มอง ใน โรงภาพยนต์ ฮะ

เป็นยังไงบ้าง ?

1. นี่เป็นหนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เจ้าพ่อหนังล้ำหนังไฮคอนเสปในยุคนี้
2. นี่เป็นหนังไซไฟดราม่า ที่ดราม่ามาก
3. หนังเต็มไปด้วยหลักการณ์วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ คืออาจต้องใช้พลังในการตั้งใจดูและสมองในการทำความเข้าใจภาษาไซไฟสักหน่อย แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้อาจมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ คือคนชอบหนังไซไฟน่าจะชอบเรื่องนี้เป็นพิเศษ
4. อย่างแอดแมวนี่บอกเลยช่วงที่หนังไซไฟอธิบายหลักการณ์เหตุผลของหนังเป็นช่วงที่ไม่เก็ท อะไรคือ กฎเมอฟี่ แรงโน้มถ่วงของโลก ฮอไรซั่น รูหนอน หลุมดำ รหัสมอส อันนี้ไม่ใช่หนังไม่ดี แต่เป็นเพราะคืนความรู้เรื่องฟิสิกส์ไปตั้งแต่ตอนเรียนปีสองแล้วฮะ
5. การเล่าเรื่อง เราจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับเนื้อหาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะการกระทำของตัวละครหรือเหตุผลบางอย่างก็สร้างความขัดแย้งในความคิด เหตุผลหลายอย่างฟังแล้วก็รู้สึกสงสัยทำไมมันอย่างนั้นอย่างนี้ หลายอย่างก็ดูบังเอิ้๊น บังเอิญจงใจไปหน่อย
6. พูดถึงเรื่องเทคนิคด้านภาพ เรื่องนี้คือว่าเจ๋ง ฉากในอวกาศยิ่งใหญ่และเงียบเหงา เสียงซาวน์หึ่งๆ ตามสไตล์ โนแลนนี่เหมาะกับการดูไอแมกจริงๆ เบทตึ้บๆ นั่งดูไปสะท้านเสียงเบทไป แค่ฉากคลื่นยักษ์กับฉากข้ามรูหนอนแค่สองฉากนี้ถือว่าคุ้มค่าไอแมกแล้ว
7. หนังรวมดาราระดับออสก้าร์ทั้งนั้น ตั้งแต่ เจสสิกา แชสเทนที่เคยเข้าชิงออสการ์ นำหญิงจาก Zero Dark Thirty แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ เจ้าของรางวัลออสการ์ปีล่าสุด จาก Dallas Buyers Club รวมถึง แอนน์ แฮทธาเวย์ แมท เดมอน ไมเคิล เคน

เว็บดูหนังฟรี

Categories
ดูหนังออนไลน์

ภาพยนตร์แนวไซไฟ Gravity มฤตยู แรงโน้มถ่วง

ผมกำลังนำทุกท่านเข้าสู่หนังเรื่องใหม่

ผมกำลังนำทุกท่านเข้าสู่หนังเรื่องใหม่

ผมกำลังนำทุกท่านเข้าสู่หนังเรื่องใหม่ ที่ ได้ไปดู มา ครับ ‘Gravity มฤตยู แรงโน้มถ่วง’

หนังไซไฟตราม่าเรื่อง ใหม่ จาก ผู้กำกับ AIfonso Cuarin ที่ ได้รับ ศชี้นชม เป็นอย่างมาก

จนกระทั่ง เหมือน จะ สร้าง ความคาดหวัง อยู่ ไม่น้อย แต่เมือ ไปดู ก็ พบว่า ไม่ผิด หวัง แต่อย่าง

นักบินอวกาศ กลุ่ม หนึ่ง ที่ ออก ไป ทำหน้าที่ ซ่อม กล้องถ่ายภาพ อวกาศ ฮับ เบิล ก่อนจะ ได้รับรู้

ว่า มี ขยะ อวกาศ ลอย เข้ามาหา อย่างเร็ว เมื่อ หลบ ไม่ทัน แล้วก็ คงจะ ไม่มี ตรงไหน ให้หลบ

วินาศกรรม ทาง อวกาศ ก็เลย เกิดขึ้น นักนอวกาศ สอง คน อย่าง Ryan Stone (Sandra

Bullock) นักบินอวกาศ สาว ผู้ที่ ชื่อ ยังกับ ผู้ชาย กับ Matt Kowalski (George Clooney)

นักบินอวกาศ หนุ่ม ที่ ช่าง จ้อ พอสมควร กลายเป็น ตัวละคร สำคัญ ที่ หลงเหลืออยู่ ใน หนัง

‘Gravity’ เรื่องนี้

หนัง ถูก กำกับ โดย Alfonso Cuaron แต่ถูกเขียน บท ขึ้น โดย Alfonso Cuarin และ

Jonas Cuarin ด้วยความ ยาว 90 นาที ไม่ยาว นัก เมื่อ เทียบกับ หนังไซไฟ ปกติ เพราะว่า

หนัง ไม่ได้เล่าเรื่อง อะไร ที่ ซับซ้อน มากนัก เพียง เพราะ อยาก โฟก้ส เฉพาะ ภาพ เหตุการณ์

การเอาตัวรอด ใน เขต ไร้น้ำหนัก เหนือ พื้นโลก เปิ่น ร้อย ไมล์ เท่านั้น

หนัง เต็มไปด้วย ฉาก ไong take ที่ ทำให้ พวกเรา ฉงนว่า เขาถ่ายทำ กันได้ ยังไง เมื่อ มัน ออก

มาได้เหมือนจริง มากมาย ทุกอย่างถูก จัด องค์ประกอบ ได้ เหมือนกับ ของจริงสุดๆ ไม่ว่า จะ

เป็น ฉาก เบื้องหลังที่ เป็น โลก มนุษย์ หรือ สั่ง ที่ มัน จะ เป็นจริงๆ เมื่อ เรา อยู่ ใน สภาพ ไร้ น้ำ

หนัก และ เมื่อ มัน ประกอบ ขึ้นมา เป็น ภาพ 3 มิติจึง แทบจะเรียกได้ว่า นี่ เป็น ปรากฎการณ์

ใหม่ๆ ใน โรงภาพยนตร์ ที่ เมือ ได้ สัมผัส ด้วย ระบบ IMAX 3 มิติ แล้ว มัน ม สุดๆ ไป เลย

 

เพลง ประกอบ นี แทบจะ ถูก เรียก ใช้น้อยมาก และ บางช็อต เงียบ ไปถนัดใจ เหลือไว้ ให้

ได้ยิน เพียงเสียงหายใจหอบ ถึ ของมนุษย์ เท่านั้น เพราะ บน นั้น ไม่มี อากาศ ไม่มี สือ นำ

เสียง ใดๆ นั่นเอง

หลายคน ที่ ไปดู บอกว่า แซน ต รา บุ ลล็อค แทบ แบก หนัง ไว้ ทั้งเรื่อง นั่น ก็ ถือว่า ใกล้เคียง

ความจริง อยู่ มาก แม้ว่า หนัง จะ เน่น ไป ที่ ฉาก การเอาชีวิตรอด ใน อวกาศ รวมทั้ง เหตุการณ์ ที่

สุ่ม มีโอกาสเสียงต่อ ชีวิต สูง แต่ว่าหนัง ก็เพียงพอมี ที่ เผื่อแผ่ ให้ กับ ปม เล็ก ๆ ที่ แทรก เข้ามา

ด้วย เพียง นักแสดงนำ บางครั้งอาจจะ ไม่ได้ แสดง ได้ เทพ มากมาย นัก มันก็เลยกลาย เป็น

คราม่า แบบ พอดี คำ กัน ไป

หากแต่เมื่อดูโดยรวมแล้ว หนังยังสร้างความตื่นตาตื่นใจได้ในระดับสูงเพราะงานภาพที่ดูสมจริง มุมกล้องที่ทำเหมือนเราเป็นนักบินอวกาศอีกคนที่ร่วมปฏิบัติการ ลอยเคว้งในสภาพไร้น้ำหนักและถูกเหวี่ยงไปมาไม่ต่างอะไรกับนักบินอวกาศตัวนำของเรื่องแม้แต่น้อย ถ้าถามว่าเวียนหัวมั้ย คงตอบได้ว่า “ไม่” แม้จะดูน่าเวียนหัวอยู่บ้างแต่มองดูตัวเองก็พบว่าผ่านมันมาได้อย่างไม่รู้สึกคลื่นเหียนแต่อย่างใด งานนี้แม้พล็อตรองจะไม่โดดเด่นนัก

ดูหนังออนไลน์

Categories
ดูหนังออนไลน์

หนังDunkirk | ชายหาดแห่งความสิ้นหวัง

Dunkirk

Dunkirk

Dunkirk จำเป็นต้อง เอา ชื่อ คริส โต เฟอ ร์ โน แลน ขึ้นมาก่อน สิ่งอื่น ใด ครับ เพราะว่า เทียบ หน้า หนัง ก้น

แล้ว ถ้าเอา เป็น หนัง ดราม่า สงคราม ที่ มี ฉาก ชายหาด เป็น โลเกชั่น ยังไง ก็ ต้อง ให้ Saving

Private Ryan (1998) ของ สปี ลเบิ ร์ก มา เป็น อันดับหนึ่ง ถ้า จะ เอา ว่า ดารา ใหญ่มาเล่น ตั้ง

สุด ก็มีเพียงแค่ ทอม ฮาร์ตี้ และ เคน เน็ธ บรา นา จ์ กับเจ้าของ รางวัล ออสการ์ สมทบ ชาย

อย่าง มาร์ก ไร แลน ส์ เท่านั้นเอง แถมที่เหลือ ซึ่ง กุม พื้นที ส่วนใหญ่ ใน หนัง ก็ เปีน เพียง

ดารา วัยรุ่น หน้าใหม่ เสีย แทบทั้งนั้น ด้วย ฮ่อ อาจ ขาย ได้ ว่า เป็นการ เล่น หนังใหญ่ ครั้งแรก

ของ นักร้องไอตอล ระดับโลก จาก วง วันไดเร็กชั่น อย่าง แฮร์รี่ สไตล์ส แต่เอาจริงๆ ว่า คน

ชอบดูหนัง คนไหนกัน จะ มา สน ล่ะ? กล่าว กันตามจริง หนัง ประเด็นนี้ ส่วน ที่ น่าดึงดูด สูงที่สุด

เป็น เป็น หนัง ของ โน แลน ผู้ผลิต การเกิด ทาง ภาพยนตร์แบบ กระเทือน ไป ทั่วทั้งโลก ได้

หลาย ต่อ บ่อย นี่ ล่ะ นะครับ

และขอบอกตรงนี้เลยว่านี่คือหนังชั้นมาสเตอร์พีซของโนแลน และจะกลายเป็นตำนานหนังสงครามที่เยี่ยมที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลกไปอีกหลายสิบปีเลยด้วยครับ

หนังเรื่องนี้จับเหตุการณ์จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณเมืองดันเคิร์กชายฝั่งของประเทศฝรั่งเศส กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรในขณะนั้นเสียทีให้ฝ่ายอักษะของนาซีจนล่าถอยมาติดค้างอยู่ที่เมืองนี้จำนวนมาก ในครั้งนั้นกองทัพอังกฤษของฝ่ายสัมพันธมิตรจนปัญญาในการอพยพเหล่าทหารของตนที่เมืองนี้ร่วมหลายแสนชีวิตให้ออกจากสมรภูมินรก ทั้งยังการถูกปิดล้อมก็ทำให้เหล่าทหารกลายเป็นเป้านิ่งให้เครื่องบินศัตรูยิงทิ้งเล่น เรียกว่ารอวันที่ฝ่ายอักษะไล่บี้มาถึงเพื่อสังหารทิ้งไม่เร็วก็ช้าเท่านั้นเอง และหากเป็นเช่นนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรก็จะสูญเสียกำลังพลครั้งใหญ่ ยังส่งผลให้ฝ่ายอักษะได้รุกคืบสู่เกาะอังกฤษซึ่งเป็นจุดยุทธการสำคัญในสงครามครั้งนี้ของฝ่ายสัมพันธมิตรด้วย เพราะหากเสียอังกฤษเป้าหมายต่อไปย่อมต้องเป็นอเมริกาและแน่นอนหน้าประวัติศาสตร์โลกคงไม่เหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนี้แน่ ๆ

ในตอนนั้นชาวบ้านและชาวประมงจากอังกฤษต่างถูกเกณฑ์ให้นำเรือบ้าน ๆ ของตน ที่ไม่ได้รับการติดอาวุธใด ๆ ออกสู่ทะเล เข้าสู่สมรภูมิเลือดที่ดุเดือดถึงขีดสุดทั้งบนฟ้าและผืนน้ำ เพื่อนำชีวิตของกำลังพลที่ดันเคิร์กกลับสู่บ้าน ซึ่งตรงนี้กลายเป็นอีกหนึ่งในจุดเปลี่ยนของสงครามที่เกิดขึ้นด้วยพลังของชาวบ้านธรรมดา ๆ ล้วน ๆ เลยครับ

วีรกรรมของชาวบ้านตาดำ ๆ นี้ก็คงโดนใจโนแลนผู้กำกับที่เติบโตมาบนเกาะอังกฤษอย่างจัง เปรียบไปก็คงไม่ต่างจากคนไทยที่ภูมิใจในชาวบ้านบางระจันนั่นล่ะครับ แต่นี่คงแบบยิ่งใหญ่กว่าเยอะ เพราะเป็นสงครามระดับตัดสินหน้าตาของโลกได้เลย

หนังใช้วิธีเล่า 3 ส่วนไปพร้อมกันโดยการดีไซน์ที่ฉลาดมาก ๆ ตั้งแต่ชื่อหนัง ที่มีการใช้ 3 เฉดสีแทนท้องฟ้า ผืนน้ำ และแผ่นดิน ซึ่งแทนถึงสมรภูมิห้ำหั่นของสงครามโลกที่มีทั้งทางอากาศ ทางน้ำ และทางบก นอกจากนี้หนังยังใช้การเล่าไม่ลำดับเหตุการณ์ที่ทำให้เราคาดเดาและลุ้นไปกับทุกวินาทีของหนังอย่างชาญฉลาดมากจนบางคนน่าจะเอาไปเทียบกับงานเก่าอย่าง Memento และ Inception แต่ขอบอกเลยว่าเข้าใจง่ายกว่าและยังใช้ประโยชน์ของการเหลื่อมเวลาได้อย่างระทึกใจกว่าด้วย

โดยได้แบ่งการเล่าเรื่องเป็นสถานการณ์ 3 ช่วงต่างสถานที่คือ ช่วง 1 สัปดาห์บนบริเวณชายหาดดันเคิร์กที่ ทอมมี่ ทหารเด็กหนุ่มชาวอังกฤษ (ฟิออนน์ ไวท์เฮด) กำลังหาหนทางหลบหนีขึ้นเรือขนผู้บาดเจ็บเพื่อกลับบ้าน ทำให้ระหว่างทางเขาได้พบเพื่อนร่วมหนีทหารอย่าง กิ๊บสัน ผู้เงียบงัน (แอนไนริน บาร์นาร์ด) และทหารไฮแลนด์นาม อเล็กซ์ (แฮร์รี่ สไตล์ส) เหตุการณ์ต่อมาคือช่วง 1 วันของ ดอว์สัน และปีเตอร์ลูกชาย (มาร์ก ไรแลนส์ และ ทอม กลินน์-คาร์นี่ย์) กับเพื่อนของปีเตอร์นาม จอร์จ (แบร์รี่  คีโอกาน) ที่กำลังเอาเรือมูนสโตนออกไปช่วยเหล่าทหารกลับมาอังกฤษ และเหตุการณ์สุดท้ายคือช่วงเวลา 1 ชั่วโมงของทหารเครื่องบินขับไล่นาม ฟาร์ริเออร์ (ทอม ฮาร์ดี้) กับเพื่อนคือ คอลลินส์ (แจ็ก โลว์เดน) ออกปฏิบัติการปราบเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ทำลายเรือขนส่งทหารตลอดจนฆ่าทหารที่อยู่บนชายฝั่ง

และหนังฉลาดดีมากครับที่เลือกดาราหน้าใหม่ และเด็กหนุ่มมาสะท้อนภาพสงคราม เพราะเราได้เห็นความไม่เจนโลก ความหวาดกลัวต่อสงคราม บาดแผลในจิตใจ ตลอดจนการเติบโตเชิงปรัชญาของเด็กหนุ่มผู้ผ่านช่วงเวลาเป็นตายทั้งต่อชีวิตของเขาและต่อศีลธรรมในใจ ฉากที่น่าจะได้รับการพูดถึงมากฉากหนึ่งคือ ฉากที่เหล่าเด็กหนุ่มต้องเลือกผู้เสียสละที่ชวนให้นึกถึงฉากโจ๊กเกอร์วางระเบิดเรือใน The Dark Knight เลยทีเดียว กับอีกฉากก็คือช่วงที่ปีเตอร์เลือกจะตอบคำถามของนายทหารหนีทัพ (ซิลเลี่ยน เมอร์ฟี่) ที่แสดงนัยเชิงปรัชญาได้อย่างเรียบง่ายแต่สะเทือนใจมาก ๆ ครับ

มันยากที่จะเรียกว่าหนังสงครามแบบที่เราคุ้นเคยครับ เพราะตัวละครส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งหมายห้ำหั่นศัตรูแบบตายเป็นตาย หากแต่แสดงภาวะของการดิ้นรนมีชีวิตอยู่ เหมาะกับคำโปรยของหนังที่ว่า “การรอดชีวิตกลับไปได้ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่”

การเขียนบทของโนแลนนี่มันอัจฉริยะจริง ๆ ล่ะครับ ไอ้ที่เราเห็นว่าเหตุการณ์นี้มันคลี่คลายไปแล้ว การเอามาฉายซ้ำเปลี่ยนมุมมองดันทำให้เราไม่ได้สบายใจขึ้นเลย กลับต้องลุ้นเข้าไปอีกทั้ง ๆ ที่เห็นการคลี่คลายของมันในอีกมุมมองหนึ่งไปแล้ว นั่นทำให้ระหว่างที่เราดูมันเต็มไปด้วยการขบคิดคาดเดา แต่ก็คาดอะไรไม่ได้จริง ๆ ครับ ทุกชีวิตพร้อมตายได้ทุกเมื่อ อีกอย่างที่ต้องกราบเลยคือหนังสงครามถูกสร้างมาไม่หวาดไม่ไหวจนเราก็คิดว่ามันไม่เหลือมุมอะไรให้เล่นทำให้เรากลัวได้อีกแล้วล่ะ แต่โนแลนก็หามันพบครับ ดันเคิร์กทำให้เรากลัวเรือดำน้ำเยอรมันอย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อน เรากลัวมากเวลาเสียงเครื่องบินวิ่งผ่านหัว หรือแม้แต่เห็นบินจากระยะไกล เสียงปืนในเรื่องนี้ไม่ต้องกราดรัวใด ๆ แต่ใช้แต่ละนัดแบบเน้น ๆ ทำให้เราหวาดกลัวได้มากจนหายใจแทบไม่ออก ผมเชื่อว่าคอสงครามจะรักหนังเรื่องนี้มาก ๆ เลยล่ะครับ

อีกหนึ่งที่ต้องชมคือการที่ ฮานส์ ซิมเมอร์ ได้ประพันธ์ดนตรีประกอบหนังได้อย่างเด็ดดวง คลุมบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ ความหวาดผวาและความเป็นตาย โดยใช้นาฬิกาพกของโนแลนทำเสียงจังหวะขมวดเกร็งที่บีบคั้นเข้ามาเรื่อย ๆ  โดยแทบไม่ต้องพึ่งดนตรีอึกทึกครึกโครมใด ๆ กลับทรงพลังและกดดันผู้ชมกับตัวละครได้ระทึกขวัญยิ่งกว่าหนังผีหนังเครียด ๆ เสียอีกครับ ซึ่งความไร้ปราณีของซิมเมอร์นั้นก็ต้องเรียกว่าเลวเลยล่ะ เพราะแม้สถานการณ์หลายอย่างจะคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่ดนตรีพี่แกไม่หย่อนความกดดันลงให้เราได้พักเลย จนช่วง 10 นาทีสุดท้ายของหนังนู่นล่ะครับ เราถึงค่อยได้หายใจคล่องขึ้นหน่อย

ด้านงานภาพต้องกราบ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา ผู้กำกับภาพคู่บุญคนใหม่ของโนแลนเช่นกัน ที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์อันไม่ธรรมดาในการเล่าเรื่องโดยไม่ต้องใช้คำพูดมากมาย เพียงภาพและสถานการณ์ก็มากพอในการบีบคั้นหัวใจเราให้รู้สึกอินในทุกห้วงเวลาของตัวละครจนนี่อาจเป็นหนึ่งในการทดลองสำคัญทางภาพยนตร์ที่เทียบชั้นการไร้ดนตรีใน No Country for Old Man ของพี่น้องโคเอนเลยทีเดียว นอกจากนี้ฮอยเตมายังสรรค์สร้างการจัดวางที่ใช้ประโยชน์ของสเกลฟิล์ม 70 มม. ที่กว้างกว่าจอปกติได้อย่างคุ้มค่ามาก ๆ นั่นจึงทำให้ประสบการณ์ดูหนังเรื่องนี้ในระบบที่เอื้ออำนวยสูงสุดอย่างไอแม็กซ์ ฟิล์ม 70 มม. ซึ่งปัจจุบันในไทยมีฉายที่เดียวคือที่พารากอนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยสำหรับคอหนังขนานแท้ครับ เพราะหลังจากหนังเรื่องนี้เราก็ไม่รู้ว่าจะได้ดูหนังที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 70 มม. นี้อีกเมื่อไรด้วยในโลกที่ดิจิตอลครองทุกผืนทวีปโรงหนังแล้ว

สุดท้ายผมค้นพบว่า หนังเรื่องนี้คือการบรรลุการทดลองนู่นนี่นั่นของโนแลนในผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา โดยดึงสูตรดี ๆ ในหนังเรื่องที่ผ่านทุกเรื่อง เพียงเพื่อได้เอามาใช้สร้างหนังเรื่องนี้เรื่องเดียว ประหนึ่งว่าหนังทุกเรื่องของโนแลนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้หนังสงครามเรื่องนี้เท่านั้นเลยครับ

และความรู้สึกสุดท้ายคือ อิ่ม ดีใจสุด ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันที่หนังเรื่องนี้เข้าโรง ให้ดูซ้ำกี่รอบก็ถือเป็นกำไรชีวิตแบบไม่ต้องคิดมากเลยครับ

ดูหนังออนไลน์

Categories
ดูหนังออนไลน์

หนัง “Black Swan” ที่สุดแห่งจิตวิทยาสีเทาของมนุษย์

ภาพยนตร์ Black Swan

ภาพยนตร์ Black Swan

ภาพยนตร์ Black Swan คือเรื่องของ นี่ นา (Natalie Portman) นัก ปัลเลต์ สาว ที่ทุ่มเท ให้ กับ อาชีพ

มาก เธอ อยู่ กับโรงแสดงละคร มานาน กระทั่ง สุดท้าย ก็ มีโอกาส ได้รับ บทนำ เป็นครั้งแรก ใน

หน้าที่ ของ เจ้าฟ้าหญิง หงส์ ที่ เรื่อง Swan Lake โดย ความ ท้าทาย คือ เธอ จำต้องเล่นบท เปีน

ทั้ง หงส์ ขาว แล้วก็ หงส์ ดำ ซึ่งมีคาแรคเตอร์ ที่ แตกต่างสุดขีด มากมาย โดย หงส์ ขาว นั้น จะ

อ่อนช้อย สง่างาม รวมทั้งบอบบาง ซึ่ง เป็น คาแรคเตอร์ ที่ นี นา แสดงออก มา ได้ ดีเยี่ยมที่สุด

(ด้วยเหตุว่า มัน ตรง กับตัว เธอ) แต่ ใน ส่วน ของ ความ หิน คือบท หงส์ ดำ ซึ่ง จะต้องดูดุ ต้น

เลวร้าย และก็ ยั่ว นี่ คือ หน้าที่ ที่ นี่ นา ประสบพบเจอปัญหามากมาย เธอ โดน โทมัส (Vincen

Cassel) ผู้ครอบครอง โรงแสดงละคร ควบ ครู ด่าว่า ไป หลาย ยก ตัว เธอ เอง ก็ กดต้น จาก การ

ซ้อม มาก แถม ยัง จำเป็นต้องรอ สงสัยลิลี่ (Mila Kunis) นัก ปัลเลต์ คนใหม่ ของ โรงแสดง

ละครที่ มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ สามารถเล่น ได้ อีกทั้งบทหงส์ขาวหงส์ต่ำ ว่าจะมาแย่งหน้าที่

สำคัญ นี้ ไป จากเธอ หรือไม่

ประเภท ของ หนัง เรื่องนี้ คือ Psychological Horror คือ เป็น จิตวิทยา ที ผสมความหลอน

แบบ หนัง ผีเข้ามา มันไม่มี ผีหรอก เรื่องนี้ อะ แต่ การนำ เสนอ ชวน ให้ลุ้น ระที่ก รวมทั้ง สะดุ้ง

ได้ ราวกับ เป็น หนัง ผี (ใกล้เคียงเลย ก็ ว่า ได้) สำคัญฯ แล้วความ หลอน มาจาก ตัว นี่ ที่นา เอง

ที ชอบ เห็นภาพ หลอน แปลก ๆ อาทิเช่น มองเห็น ตัวเธอ เอง เดินสวนมา มองเห็น คน น่า

สยดสยอง โผล่มา มองเห็น ลิ ใน ห้องตนเอง นๆอีกมากมาย เอาเข้า จริง หลายๆ สถานะ

การณ์ ก็ ยัง ไม่ เป็น ที่ ชัดเจน ว่า เกิดเรื่อง ใช่หรือ ภาพ จินตนาการ อย่างรอยแผล บน ข้างหลัง

ของ นี ทุ่งนา ซึ่ง ในที่สุด แล้ว เปลี่ยนเป็น ปีก หงส์ ต่ำ แผ่ สยาย ไป ทั่ว สเตจ

ก่อนจะทำความเข้าใจสัญลักษณ์แปลกๆ ของหนังเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจที่มาที่ไปของตัวละครก่อน นีนานั้นเป็นหญิงสาวที่ดูใสซื่อ อ่อนต่อโลก แม้จะไม่เวอร์จิ้นแต่ก็ไม่ได้ช่ำชอง เธอเปรียบเสมือนผ้าขาวที่พยายามกักกลั้นอะไรสักอย่างอยู่ ด้วยความที่เธอเป็น Perfectionist เธอจึงอยู่ในกรอบตลอดมา

นี่อาจจะเป็นผลพวงจากการเลี้ยงดูจากแม่เพียงคนเดียวของเธอ แม่ของเธอนั้นบอกเราด้วยคำใบ้คร่าวๆ ว่าหล่อนต้องทิ้งการงานเพื่อมาเลี้ยงดูนีนา มีความเป็นไปได้ว่าแม่ของเธอก็อาจจะเคยเป็นนักบัลเลต์เหมือนกัน เลยเคี่ยวเข็ญให้นีนาทำตามความฝันของเธอที่เธอบรรลุไม่ได้ และอาจจะเพราะแม่ของเธอท้องด้วยความผิดพลาด และไม่อยากให้นีนาเจออะไรแบบนี้ จึงเลี้ยงนีนาแบบไข่ในหิน ถ้าตามไปดูแลถึงโรงฝึกละครได้คงทำไปแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ส่งให้นีนาไม่เคยทำอะไรนอกกรอบ ไม่เคยเสเพลนอกลู่นอกทาง เพราะแบบนี้แหละ บทบาทหงส์ดำจึงเข้าไม่ถึงเธอสักที

โทมัสพยายามดึงให้นีนาเข้าสู่ด้านมืด ด้วยแรงขับเคลื่อนทางเพศ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไร ดูเหมือนว่านีนาจะเริ่มปล่อยตัวปล่อยใจก็เมื่อได้รู้จักกับลิลี่ เธอได้หนีแม่ไปเที่ยวกลางคืน เสพสารเสพติด ปลดปล่อยตัวตนที่ถูกกดทับออกมา หลังจากนั้นเธอก็เปลี่ยนไปราวกับกลายเป็นคนละคน

นี่ถือเป็นหนังที่มีสัญลักษณ์ค่อนข้างเยอะ คงเพราะเป็นหนังแนวจิตวิทยาด้วย อย่างแผลบนหลังนั่นก็คืออันนึง แผลบนหลังนั้นค่อยๆ มีสิ่งที่ดูเหมือนปีกหงส์ดำงอกออกมา ช่วงแรกๆ นีนาจะเกิดอาการคันมากๆ และสุดท้ายปีกนั้นก็ค่อยๆ ผุด จนกระทั่งสยายออกในงานแสดงบัลเลต์ท้ายเรื่อง สิ่งนี้คงเปรียบเสมือนความดำมืดในใจของนีนา ที่นีนาพยายามกดทับไว้ แต่สุดท้ายด้านมืดนี้ก็สามารถหลุดออกจากการควบคุมของเธอ และเข้าครอบครองเธอได้อย่างสมบูรณ์

อีกสัญลักษณ์นึงคือการที่นีนามักหลอนว่าเห็นตัวเองอีกคนนึง อย่างฉากที่เธอเห็นตัวเองอีกคนกำลังเดินเข้ามา หรือ ตัวเองในกระจกทำท่าต่างออกไป อันนี้ก็อาจจะหมายถึงด้านมืดของตัวเธอเช่นกัน มันเหมือนกับกำลังจะบอกให้เธอรู้ว่า ฉันมีตัวตนนะ!

ฉากสุดท้ายตอนจบนี่ก็เป็นอะไรที่ตราตรึงมากๆ และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่านีนาตายจริงๆ รึเปล่า หรือนี่เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าตัวตนเก่าของนีนาได้ตายจากไปแล้ว เหลือเพียงนีนาคนใหม่ที่ไร้ซึ่งความไร้เดียงสาอีกต่อไป เธอเติบโตกลายเป็นหญิงสาวเต็มตัว ไม่มีอีกแล้วเด็กหญิงที่แสนจะใสซื่อ

เหลือเพียงหงส์ดำที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ

โดยรวมแล้ว Black Swan เป็นหนังที่ให้เราดูอีกรอบก็คงยังสนุกและลุ้นเหมือนเดิม หนังมีความระทึกขวัญปนกับความเป็นจิตวิทยาเข้ามาผสมกันได้อย่างลงตัว บางช่วงบางตอนเหมือนหนังผี และอาจน่ากลัวกว่าหนังผีจริงๆ อีก และด้วยความที่ตัวหนังมีสัญลักษณ์เชิงเปรียบเทียบเยอะมากๆ นี่จึงเป็นการดูหนังที่ตื่นตาไปกับภาพต่างๆ ที่ surreal และซ่อนความหมายแฝงให้เราตีความกัน ที่สำคัญคือนาตาลี พอร์ตแมน เล่นได้สุดมากๆ แค่ดูการแสดงก็คุ้มแล้ว

ดูหนังออนไลน์

Categories
ดูหนังออนไลน์

เรื่อง แผนฉกฟ้าแลบลวงสะท้าน (Argo)

เดิมที Argo คือบทหนังที่ถูกดองไว้ตั้งแต่ปี 1967

เดิมที Argo

เดิมที Argo คือบทหนังที่ถูกดองไว้ตั้งแต่ปี 1967 ของ จิม ลี เป็นเรื่องราวแฟนตาซีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยาย Lord of Light ของ Roger Zelazn อีกทอดหนึ่ง สุดท้ายก็ยังไม่มีการเปิดเผยว่าเรื่องราวแท้จริงของ Argo นั้นเป็นอย่างไร เพราะมันได้กลายมาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของปฏิบัติการลี้ภัยที่ใช้ชื่อว่า The Canadian Caper ไปเสียก่อน

02 | Iranian Revolution
ย้อนกลับไปก่อนปฏิบัติการ The Canadian Caper เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปี 1953 หลังจากที่สหรัฐฯ ได้เข้าไปสนับสนุนการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่นำโดย นายโมฮัมหมัด โมซาเดกห์ เนื่องจากเขาดำเนินนโยบายหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตก อีกทั้งยังสนับสนุน พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ให้ขึ้นมามีอำนาจภายหลัง ทำให้ในช่วงนั้นอิหร่านภายใต้การปกครองของพระเจ้าชาห์และสหรัฐฯ มีความสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น (โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ในน้ำมันใต้แผ่นดินของอิหร่านที่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่สหรัฐฯ ต้องการในขณะนั้น)

ต่อมาประชาชนและนักศึกษาอิหร่านเริ่มตื่นตัวในเรื่องชาตินิยมมากขึ้น พวกเขาสัมผัสได้ถึง ‘การถูกสูบผลประโยชน์’ ไปจากแผ่นดินบ้านเกิดของตน จึงออกมาประท้วงและเรียกร้อง จนนำไปสู่การปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 ทำให้อิหร่านเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบอบสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อีกทั้งยังทำให้พระเจ้าชาห์ต้องลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากนั้น อะยา ตอลลาห์ โคมัยนี ผู้นำทางศาสนาที่เคยถูกพระเจ้าชาห์เนรเทศออกจากอิหร่านไปเมื่อ 15 ปีก่อน ได้ตรงดิ่งจากฝรั่งเศสกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนในอีกไม่กี่เดือนถัดมา และเนื่องจากเขาเองก็เป็นที่เคารพรักของชาวอิหร่านในยุคนั้น ทำให้เขามีกองกำลังผู้สนับสนุนอยู่ในมือจำนวนมาก ซึ่งภายหลังกลุ่มผู้สนับสนุนเหล่านี้เริ่มก่อจลาจลกับฝ่ายกองทัพและรัฐบาลที่ยังอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐอเมริกา (รวมไปถึงการจับตัวประกันชาวอเมริกัน จนทำให้เกิดปฏิบัติการ The Canadian Caper) สุดท้ายในช่วงปลายปี 1979 โคมัยนีก็สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ และประกาศการปฏิวัติอิสลามไปทั่วอิหร่าน โดยหันมายึดถือแนวทางของศาสนาอิสลามในการปกครองประเทศแทนระบอบทุนนิยม

โทนี เมนเดส คือชายผู้หลงใหลในศิลปะในแขนงต่างๆ แต่ทว่าหลังจบมหาวิทยาลัยออกมา เขาตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางอาชีพมาเป็นเจ้าหน้าที่ CIA แต่ยังคงทำงานด้านศิลปะอยู่เรื่อยเพื่ออำพรางอาชีพสายลับที่แท้จริงของเขา

ผลงานที่สร้างชื่อให้โทนีคือปฏิบัติการ ‘The Canadian Caper’ ในช่วงวิกฤตตัวประกันที่อิหร่าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ CIA และรัฐบาลแคนาดา ที่ใช้การปลอมแปลงตัวตนเข้าไปในอิหร่านในฐานะกองถ่ายภาพยนตร์ ก่อนจะลักลอบนำตัวประกันอเมริกัน 6 คนออกจากอิหร่านได้สำเร็จ

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว โทนีได้เขียนเล่าประสบการณ์ออกมาเป็นหนังสือชื่อว่า Argo ก่อนที่จะถูกดัดแปลงไปเป็นซีรีส์อย่าง Escape from Iran: The Canadian Caper (1981) และหนังอย่าง Argo (2012)

การที่ เบน แอฟเฟล็ก จะกลายเป็น โทนี เมนเดส เจ้าของปฏิบัติการได้อย่างแนบเนียน จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาต้องพบเจอกับอดีตสายลับ CIA ผู้นี้เพื่อเรียนรู้บุคลิกและทัศนคติของเขา

ในปี 2011 พวกเขานัดเจอกันอย่างเงียบๆ ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งในวอชิงตัน ดี​.ซี. การพูดคุยครั้งนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือสิทธิพิเศษที่ เบน แอฟเฟล็ก ได้รับหลังจากการนัดเจอกันของพวกเขา คือการได้เข้าไปเยี่ยมชมสำนักงาน CIA ของจริง แน่นอนว่าเขาได้นำประสบการณ์ครั้งนั้นมาถ่ายทอดเป็นสำนักงาน CIA ภายในเรื่องได้อย่างครบถ้วน

พูดถึงเรื่องความสมจริงที่เบนวางมาตรฐานไว้แล้ว อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือการอาศัยอยู่ร่วมกันของผู้ลี้ภัยทั้ง 6 คนในสถานทูต สำหรับเบนแล้ว เขาคิดว่าการลี้ภัยอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งเป็นเวลานาน มันต้องไม่เหมือนกับผู้อาศัยทั่วไปที่แค่กิน ดื่ม นอน ไปวันๆ แต่มันต้องมีความกังวล ความหวังและสิ้นหวังอยู่ในเวลาเดียวกัน เขาจึงจับนักแสดงที่รับบทผู้ลี้ภัยในเรื่องทั้งหมดมาอยู่ด้วยกันในห้องพักแห่งหนึ่งเป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็ม สำหรับการเตรียมตัวเป็นผู้ลี้ภัยที่ต้องอาศัยร่วมกันในหนัง

ในฉากเปิดเรื่องที่เป็นการชุมนุมของชาวอิหร่าน เบน แอฟเฟล็ก ได้มอบกล้องขนาดเล็กให้กับผู้ชุมนุมคนหนึ่งสำหรับถ่ายทำการชุมนุมที่เกิดขึ้น เพื่อให้ได้ภาพที่คล้ายคลึงกับคลิปวิดีโอจากผู้ชุมนุมจริงมากที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้นทั้งวิดีโอ การชุมนุม และเหตุการณ์ทุกอย่างทั้งหมดในฉากล้วนเป็นการสร้างขึ้นใหม่จากกองถ่ายแทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งผู้ถ่ายคลิปดังกล่าวก็เป็นนักแสดงประกอบด้วยเช่นกัน

แม้จะเป็นหนังที่ว่าด้วยการหลบหนีออกจากประเทศอิหร่านของชาวอเมริกัน แต่ไม่มีฉากไหนเลยในหนังเรื่องนี้ที่ถ่ายทำในประเทศอิหร่าน

แม้หนังจะอ้างว่าสร้างมาจากเหตุการณ์จริง (Based on a True Story) แต่ก็มีเนื้อหาอยู่หลายส่วนที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่น ผู้ลี้ภัยทั้ง 6 คน ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางสถานทูตแคนาดาแต่แรกเริ่ม พวกเขาต้องอาศัยอยู่ในสถานทูตอังกฤษพักหนึ่งก่อนที่ทางสถานทูตจะให้ความช่วยเหลือในเวลาต่อมา

รวมไปถึงฉากไคลแม็กซ์ กับการหลบหนีผู้ก่อการร้ายและตำรวจสุดระทึกในสนามบิน ในความเป็นจริงแล้วหนึ่งในผู้ลี้ภัยได้เปิดเผยว่า ช่วงเวลานั้น การหลบหนีเกิดขึ้นอย่างเรียบง่าย พวกเขาผ่านด่านตรวจอย่างปลอดภัย และไม่มีใครกำลังไล่ตามมาทั้งนั้น

ซึ่งทาง เบน แอฟเฟล็ก ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า แม้จะเป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริง แต่เขาก็ต้องมีการแต่งเติมเและตัดเรื่องราวบางส่วนทิ้งไปบ้างเพื่อความสนุกในแง่ของภาพยนตร์

หลังจากที่หนังเรื่องนี้ออกฉาย จิม คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะที่พระเจ้าชาห์หลบหนีมาลี้ภัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความเห็นต่อหนังเรื่องว่านี้ เป็นภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมและสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้เขายังให้เครดิตความดีความชอบแก่ทางเอกอัครราชทูตแคนาดาด้วยว่าเป็น ‘ฮีโร่ที่แท้จริง’ ในแผนการนี้ทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ CIA ของตนเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

มีเรื่องดราม่าวุ่นวายเล็กน้อยหลังจากที่หนังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ได้สักพัก ด้วยความที่หนังมีเนื้อหาที่โจมตีภาพลักษณ์ของประเทศอิหร่านอย่างหนักหน่วง

ทำให้มีนายทุนอิหร่านบางคนถึงกับจ้างทนายความจากฝรั่งเศสฟ้องร้องหนังเรื่องนี้โดยอ้างว่า ‘หนังออกแบบมาเพื่อปูทางสำหรับการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยอาศัยความโกรธแค้นที่มีต่อเตหะรานและโคมัยนี’ โดยทนายยื่นคำร้องโดยกล่าวว่า เบน แอฟเฟล็ก มีความผิดฐานก่ออาชญากรรม

แต่สุดท้ายศาลมองว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีน้ำหนักไม่เพียงพอจึงมีคำสั่งยกฟ้องคดีนี้ไป

แม้จะเป็นเรื่องราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ก็มีเรื่องราวบางส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศไทยเล็กน้อย เมื่อมีชาวไทยคนหนึ่งออกมาประกาศตนว่า เขาคือหนึ่งผู้ให้ความช่วยเหลือในปฏิบัติการครั้งนี้เช่นกัน

ในรายการตีสิบเทปวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557 มีแขกรับเชิญท่านหนึ่งนามว่า สมใจ ศรีแววเนตร อายุ 75 ปี ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงเวลาที่ตนประกอบอาชีพเชฟที่สถานทูตไทยในอิหร่าน เขาได้รับโทรศัพท์จากนักการทูตท่านหนึ่งที่มีภริยาเป็นชาวไทย ให้ช่วยดูแลผู้ลี้ภัยทั้ง 6 คนที่ยังติดอยู่ในอิหร่าน

เขาจึงขับรถไปรับนักการทูตทั้งหมดและดูแลพวกเขาในอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง ก่อนที่จะติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังสถานทูตแคนาดา หลังจากที่เขาเริ่มถูกชาวอิหร่านในละแวกนั้นสงสัย โดยลุงสมใจยังเล่าอีกว่า เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น กลุ่มนักศึกษาก็ได้เข้าค้นบ้านพักของลุงหลังจากที่มีคนแจ้งว่าอาจจะมีชาวอเมริกันอาศัยอยู่ที่นี่

 

คราวหลัง กระทำการ สำเร็จ คุณลุง สมใจอยาก ได้รับการชื่นชม จาก อเมริกา อย่างยิ่ง แม้

กระนั้น โน่นไม่ใช่ สิ่งดี ที่ กับ เขามากแค่ใหน เพราะว่า การ โด่งง ขึ้นมา ทำให้เขาถูกตามล่า

ตัว โดย กรุ๊ป นิสิต ชาว ประเทศอิหร่าน คุณลุง จำเป็นต้องตำเนินชีวิต อย่าง หลบ ๆ แอบซ่อนๆ

กว่า 1 ปี แม้กระนั้น โชคดี ในตอนที่ นิสิต เข้าตรวจหาห้องเช่า ของ เขา คุณลุง ได้ แจ้ง กับ

เหล่า นิสิต ว่าเขา ช็อ Somjai Sriweaw (สมใจอยาก ศรี แวว ) ในขณะที ช็อเต็ม ของ เขา เป็น

Somchai Sriweawnetr ( สมใจอยาก ศรีแวว เนตร) เพราะฉะนั้น ก็เลยทำให้ เขา สามารถ

แอบหนี กลับ เมืองไทยได้เสร็จ

ดูหนังออนไลน์

Categories
ดูหนังออนไลน์

หนัง Logan : ปิดท้ายไตรภาควูลฟ์เวอรีนอย่างสวยงาม

    ณ เวลานี้ Logan คงเป็นหนังฮีโร่ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด

ณ เวลานี้ Logan คงเป็นหนังฮีโร่ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด

ณ เวลานี้ Logan คงเป็นหนังฮีโร่ที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด แล้ว ทั้งกระแสวิจารณ์แง่บวกในต่างประเทศและจากเพจรีวิวต่างๆ ซึ่งผมก็อดพลาดไม่ได้ที่จะมารีวิวด้วยเช่นกัน ต้องขอบอกเลยว่า Logan คือ หนังที่ทำได้ดีจริงๆ ทั้งในประเภทหนังฮีโร่และทั้งในมุมหนังธรรมดาเรื่องหนึ่ง จัดได้ว่า Logan เป็นหนึ่งในหนังที่ดีเยี่ยมเรื่องหนึ่งในต้นปีนี้เลย

 

Logan (2017) ได้รับ การควบคุม โดย James Mangold มีเรื่องราว เริ่ม ที่ ชีวิต ของ

Logan (Wolverine) , Charles Xavier (Professor X) รวมทั้ง Caliban อาศัยอยู่ ร่วมกัน ใน

โรงงานร้างเก่าๆ แห่งหนึ่ง ใกล้ชายแดน ทางด้านใตน สหรัฐ โล แกน ศาเนินชีวิตไป วันๆ

สำหรับเพื่อการ ต่ำเนินงาน หารายได้ ( ท่งานขับรถ เพื่อ เลี้ยง ชีวิต ชาลส์ Professor X

อดีตกาล ไม่ ว แทน ท์ ที่ ทรงประสิทธิภาพ ที่สุต ใน วัยแก่ ภาพ แล้วก็ ติดอยู่ริบัน โดย โล แกน

แล้วก็ ชา ลส์ มีเป้าหมาย อยากจะซื้อ เรือ ให้ใด้ สำ หนึ่ง เพื่อ ได้ออก ไป ค่ำเนินชีวิต ใน สมุทร

อยู่ ร่วมกัน อย่างเงียบๆ แม้กระนั้น แล้ว ชะตา ก็ กลับ เมื่อ โล แกน ได้ ถูก หญิงสาว ไม่รู้จัก คน

หนึ่ง มา อ้อนวอน และก็ฝาก Laura เด็กผู้หญิง คน หนึ่ง ไว้ ให้ดูแล เพราะว่า ทั้งคู่ คน กำลัง ถูก

ไล่ ล่า อยู่ ภารกิจ นี้ หมายถึง การน ตัว เต็ กหญิง คน นี้ ไป ส่ง ยัง สถานที ทีปลอดภัย เมือ เหตุ

ทั้งหลายแหล่ ต่าง เข้ามารวมทั้ง โล แกน ก็ ไม่ยอมรับ ที่จะสามารถช่วยมิได้แล้ว โล แกน ก็เลย

จำาเป็นต้อง ตากหน้า รับ ภารกิจ ไปสู่ การเดินทาง อัน ยาว ไกล สู้ กับ เหล่า ศัตรู เพื่อนำ พา เด็ก

สาวคนนี้ ไป ยัง จุดมุ่งหมาย ให้ได้

สำหรับเนื้อหาของ Logan มีธีมคล้ายหนังคาวบอยสไตล์เน้นไปที่การเดินทาง พร้อมกับสู้อย่างดิบ เถื่อน ภายใต้บรรยากาศร้อน ทะเลทรายและถนนอันยาวไกล เนื้อหาเน้นไปที่ความอ่อนล้าของฮีโร่ผู้หนึ่งที่ไม่เคยหวั่นเกรงสิ่งใด แต่ตอนนี้เขาอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ จากการมีชีวิตที่ยาวนาน ผสมกับความยากลำบากในชีวิต ร่างกายที่ทรุดโทรมลงจากการบาดเจ็บเรื้อรัง รวมถึงติดเหล้าและมีสภาพจิตใยที่ย่ำแย่ ส่วนชาลส์ ก็มีชีวิตที่แย่ไม่แพ้กัน ชาลส์เป็นโรคสมองเสื่อม ทำให้ไม่สามารถควบคุมพลังตัวเองได้ โลแกนจึงต้องทำงาน เก็บเงิน ดูแลรักษาชาลส์ จนเมื่อโลแกนและชาลส์ได้พบกับลอร่า (X-23) มิวแทนท์ผู้มีพลังเช่นเดียวกับโลแกน สายใยของทั้งสามจึงกำเนิดขึ้นระหว่างการเดินทางอันยาวไกลในครั้งนี้

ภาพหนังสะท้อนสายใยของบุคคลทั้งสาม คือ โลแกน ชาลส์และลอร่า ความรักความห่วงใยระหว่างชาลส์และโลแกนที่อาจจะดูฮาร์ดคอร์ แต่ก็ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น เพราะ ชาลส์ก็เปรียบเสมือนพ่อคนหนึ่งของโลแกน โลแกนเองก็ไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิต เมื่อลอร่าเข้ามาในชีวิตก็ทำให้โลแกนได้สัมผัสกับความรัก ความอบอุ่น มิตรภาพ ความห่วงใยที่แท้จริง (แม้ว่าทั้งสองจะดูฮาร์ดคอร์ไปหน่อย เพราะ นิสัยกับอดีตคล้ายกัน) หลังจากที่โลแกนผ่านความเหนื่อยล้ามาอย่างยาวนาน บอบช้ำกับหลายอย่างในชีวิต การมาของลอร่า ทำให้หัวใจของโลแกนได้กลับมาชื่นฉ่ำอีกครั้ง

ในภาคนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนสุด คือ ร่างกายที่อิดโรยของโลแกน หลังจากที่เขาเริ่มแก่ เซลล์ต่างๆก็ไม่สามารถฟื้นฟูร่างกายได้รวดเร็วเหมือนเดิม ประกอบกับ Adamantium เริ่มเป็นพิษกับร่างกาย ทำให้ร่างกายของเขาทรุดโทรม ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความโรยราของเขาสะท้อนออกมาอีกอย่าง คือ การมาของ X-24 มิวแทนท์ที่มีหน้าตา พลังกำลังเหมือนโลแกนทุกอย่าง สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นจุดที่ผู้กำกับจงใจสะท้อนให้หน้าตา รูปร่าง ความสามารถออกมาเหมือนโลแกนในวัยหนุ่มทุกอย่าง เพื่อเปรียบเทียบว่าโลแกนในวัยปัจจุบันถดถอยลงมากแค่ไหน รวมถึง X-24 ยังอาจจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความดุร้ายที่แฝงอยู่ภายในจิตใจของโลแกนด้วย ส่วนตัวร้ายของภาคนี้ Pierce (Boyd Holbrook) ที่ดูไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย แต่มาพร้อมกับกำลังคนที่มากกว่า โลแกนก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะ ร่างกายเขาเสื่อมถอยแล้วนั่นเอง

อีกประเด็น ก็คือ สภาพจิตใจของโลแกน จิตใจของโลแกนนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากร่างกายที่บอบช้ำ หนังพยายามสะท้อนออกมาด้วยความทรุดโทรมทางอารมณ์ต่างๆ เช่น การติดเหล้า อารมณ์ที่ฉุนเฉียว ขี้โมโห เกลียดทุกสิ่งบนโลกและแม้กระทั่ง อยากจะฆ่าตัวตาย

Logan ผสมผสานหนังคาวบอย ดราม่าชีวิต แอ็คชันไล่ล่าและเรื่องครอบครัวได้อย่างลงตัว

ในส่วนของบทหนังและการดำเนินเรื่อง ถือว่าทำได้ดีมาก หนังสนุกและเข้มข้นตั้งแต่นาทีแรกจนจบ พร้อมกับอารมณ์ดิบเถื่อนแบบคาวบอย ดราม่าสะเทือนใจ ตลกร้าย(จิกกัด)ในบางอารมณ์ ถือว่าเป็นการดำเนินเรื่องที่แปลกมากๆในสายหนังฮีโร่ และหากมองกันจริงๆ Logan ดูเหมือนไม่ใช่หนังฮีโร่เลยด้วยซ้ำ แต่เป็นหนังดราม่าชีวิตที่ดีเยี่ยมเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว มีการบีบคั้นอารมณ์อย่างหนังดราม่าและเน้นประเด็นสายใยความสัมพันธ์อย่างหนังครอบครัว พร้อมกับเสียดสีสังคม (และจิกกัด Comic) ทำได้อย่างลงตัว ในการดำเนินเรื่อง หนังยังมีการใช้ Symbolic ต่างๆ สื่อความหมายด้วย ซึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้แทบหาไม่ได้ในหนังฮีโร่ (ยกเว้น Watchmen และ The Dark Knight) การเล่าเรื่องอย่างที่มีชั้นเชิงแบบนี้ ทำให้หนังมีมิติขึ้น มีพลังยิ่งขึ้น ตัวละครดูเป็นคนจริงๆ สัมผัสได้จริงๆ และเจ็บปวดจริง เพราะ ฮีโร่ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็มีวันโรยรา แก่ชรากันทั้งนั้น ร่วมกับปัญหาชีวิตที่ใครๆก็ยากจะเข้าใจ

ที่ผมประทับใจอีกอย่างหนึ่ง คือ เมื่อหนังเน้นธีมคาวบอยแล้ว ยังมีการนำหนังคาวบอยคลาสสิคยุคเก่าอย่าง Shane (1953) มาอ้างอิงไว้ในหนังอีกด้วย พร้อมกับนำสไตล์เรื่อง แก่นหนังและคำพูดบางอย่างใส่ไว้ ทำให้หนังคมคาย ทรงพลังและน่าประทับใจ สอดผสานกับธีมคาวบอยที่หนังวางโครงสร้างมา (เชนก็เหมือนกับโลแกนนะแหละ)

          “ Joey, there’s no living with, with a killing. There’s no going back from it. Right or wrong, it’s a brand, a brand that sticks. There’s no going back. Now you run on home to your mother and tell her, tell her everything’s alright, and there aren’t any more guns in the valley. ”
Shane (1953)

นอกจาก Production หนัง ที่ทำได้ดีในบรรยากาศแบบคาวบอยแล้ว ฉากแอ็คชันเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนังสมจริง เนื่องจากหนังไม่เน้นการใช้ CG มากมาย ประเภทระเบิดถล่มทลาย แต่เน้นแอ็คชันสู้กันแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นไปตามเนื้อหาหนังที่เน้นเรื่องไปที่การไล่ล่ากันมากกว่า หากหนังเลือกที่จะใช้ CG อย่างอลังการแล้ว ความเรียลหนังก็คงจะลดลงและโลแกนก็คงจะไม่ปิดตำนานได้อย่างสมบูรณ์แบบนี้

อย่างไรก็ตาม หนังค่อนข้างดาร์ก ฉากแอ็คชันมีความรุนแรง ใครที่ไม่ชอบเห็นเลือด เนื้อหลุด หัวแบะ พร้อมกับคำพูดที่หยาบคาย (F**ck ทั้งเรื่อง) ก็คงต้องระวังกันหน่อย แต่ส่วนตัวผมผมชอบสิ่งเหล่านี้ ผมว่าสิ่งพวกนี้ทำให้หนังเรียลขึ้น ดูเป็นไปตามโลกแห่งความเป็นจริง แล้วก็ข้อควรระวังอีกอย่างสำหรับการดู Logan ก็คือ ไม่ควรคาดหวังว่ามันจะสนุกแบบหนังฮีโร่มาก (ประเภทมันส์แบบ CG อลังการ ระเบิดตึกถล่มทลาย พระเอกหล่อๆหน่อย) เพราะ Logan เป็นหนังชีวิตดราม่าหนักๆที่ผสมแอ็คชันต่อสู้มากกว่า

ข้อเสีย : หนังก็พอมีช่องโหว่อยู่บ้างเป็นส่วนน้อยหรือสไตล์หนังบางส่วนที่ยังเป็นสูตรหนังฮีโร่อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับความยอดเยี่ยมโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าไม่ได้ส่งผลสำคัญต่อหนัง โดยรวมหนังยังยอดเยี่ยมอยู่ มีอีกจุดที่อาจจะเซ็งหน่อย ก็คือ ตัวร้ายรู้สึกว่าดูทื่อ ถ้าถูกออกแบบมาให้สมจริงกว่านี้หน่อยก็คงจะดี 555

Huge Jackman แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมในบทบาทโลแกน แววตาที่อ่อนล้า สีหน้าที่เครียดและอิดโรย เหนื่อยกับทุกอย่างในชีวิต ร่างกายที่แก่โทรมไม่เหมือนเมื่อก่อน (ดูไปดูมาก็คล้ายลุงตาบอดใน Don’t Breath 555) พี่แกจึงสามารถปิดบทบาท Logan ได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยคุณภาพระดับมาสเตอร์พีช (ผมรู้สึกว่าแกได้ใช้ความสามารถเต็มที่เหมือนกับที่เคยแสดงใน The Prestige (2006))

และที่ขาดไม่ได้เลยเลย ก็คือ Dafne Keen (Laura) และ Patrick Stewart (Charles) สำหรับ Dafne Keen ในบทลอร่า เธอแสดงได้ดีมากๆ ในภาพเด็กหญิงที่นิ่งเงียบ ไม่ยอมพูด ดื้อ ดุ อันตราย สะท้อนภาพของเด็กปิดตัวเอง อันเนื่องมาจากการโดนกระทำรุนแรงในอดีต แต่เมื่อเธอได้พบกับสิ่งสำคัญในชีวิตแล้วและเธอก็ต้องสูญเสียสิ่งนั้นไป เธอก็น่าสงสารและน่าทรมานใจจริงๆ สำหรับการแสดงของ Dafne Keen ผมคิดว่าในอนาคตเธอจะต้องเป็นนักแสดงคุณภาพเยี่ยมอย่างแน่นอน ส่วน Patrick Stewart แสดงได้ดีเยี่ยมในฐานะบทบาทสุดท้ายของ Charles Xavier เช่นเดียวกับ Huge Jackman แม้ในภาคนี้ บทของเขาไม่เยอะมาก แต่คุณภาพการแสดงก็จัดได้ว่ายอดเยี่ยม ในลุคของชายแก่ที่หมดสภาพ เลอะเลือนบ้าง แต่ไม่ว่าจะเวลาใด เขาก็ยังเป็นห่วงและรักโลแกนอยู่เสมอ

ดูหนังออนไลน์